คอร์เนลิอุส อา ลาปีเด, S.J.

Commentaria in Pentateuchum Mosis

(อรรถาธิบายปัญจบรรพของโมเสส)


อารัมภบท

ชาวฮีบรู ดังที่นักบุญเจอโรมยืนยันไว้ในอารัมภบทสวมเกราะของท่าน นับจำนวนหนังสือของพระคัมภีร์ กล่าวคือของพันธสัญญาเดิม เท่ากับจำนวนตัวอักษรของตน คือยี่สิบสองเล่ม และแบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ โทราห์ คือธรรมบัญญัติ เนบีอิม คือประกาศก และเกตูบิม คือหนังสือศักดิ์สิทธิ์ โทราห์หรือธรรมบัญญัตินั้นครอบคลุมปัญจบรรพ อันได้แก่ ปฐมกาล อพยพ เลวีนิติ กันดารวิถี และเฉลยธรรมบัญญัติ ซึ่งการแบ่งและตั้งชื่อเหล่านี้มิได้กระทำโดยโมเสสตามที่ฟิโลเห็น แต่โดยผู้แปลเจ็ดสิบคน เนื่องจากก่อนหน้านั้นเป็นหนังสือธรรมบัญญัติเล่มเดียว

พวกเขานับประกาศกเป็นสองกลุ่ม คือประกาศกยุคก่อนและยุคหลัง ประกาศกยุคก่อน ได้แก่ โยชูวา ผู้วินิจฉัย นางรูธ และหนังสือพงศ์กษัตริย์สี่เล่ม ประกาศกยุคหลัง ได้แก่ อิสยาห์ เยเรมีย์ เอเสเคียล และประกาศกน้อยสิบสององค์

หนังสือศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ โยบ สดุดี สุภาษิต ปัญญาจารย์ เพลงซาโลมอน ดาเนียล หนังสือพงศาวดาร เอสรา และเอสเธอร์

ปัญจบรรพ คือหนังสือห้าเล่มของโมเสสนี้ เป็นพงศาวดารของโลก เพราะเนื้อหาของปัญจบรรพคือการร้อยเรียงประวัติศาสตร์และลำดับเหตุการณ์ของโลก รวมทั้งกิจการของบรรพบุรุษตั้งแต่การสร้างโลกครั้งแรกจนถึงมรณกรรมของโมเสส ในปฐมกาลนั้น โมเสสเล่าตั้งแต่เริ่มแรกถึงการสร้างโลก และกิจการของอาดัม เอวา โนอาห์ อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และบุคคลอื่นๆ จนถึงมรณกรรมของโยเซฟ ในอพยพ กล่าวถึงการข่มเหงของฟาโรห์ แล้วจึงถึงภัยพิบัติสิบประการแห่งอียิปต์ การเดินทางออกจากอียิปต์ของชาวฮีบรู และการเร่ร่อนผ่านถิ่นทุรกันดาร ซึ่ง ณ ภูเขาซีนายพวกเขาได้รับบัญญัติสิบประการและธรรมบัญญัติอื่นๆ จากพระเจ้า ในเลวีนิตินั้นบรรยายถึงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และเครื่องบูชา อาหารต้องห้าม เทศกาล และระเบียบ การชำระมลทิน และพิธีการต่างๆ ทั้งของประชาชนและของบรรดาสมณะกับชาวเลวี ในกันดารวิถี มีการนับจำนวนประชาชน หัวหน้า และชาวเลวี รวมทั้งที่พักสี่สิบสองแห่งของชาวฮีบรู ตลอดจนกิจการทั้งของพวกเขาและของพระเจ้าในถิ่นทุรกันดาร ยิ่งกว่านั้นยังเล่าถึงคำพยากรณ์ของบาลาอัม และสงครามของชาวฮีบรูกับชาวมีเดียน เฉลยธรรมบัญญัติ หรือธรรมบัญญัติที่สอง ย้ำและปลูกฝังแก่ชาวฮีบรูถึงธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงประทานไว้ก่อนหน้าผ่านโมเสสในอพยพ เลวีนิติ และกันดารวิถี

หมายเหตุประการแรก ผู้เขียนปัญจบรรพคือโมเสส ดังที่บรรดาปิตาจารย์กรีกและละตินทั้งหมดสอน รวมทั้งพระคริสตเจ้าเองด้วย ดังปรากฏจาก ยอห์น 1:17 และ 45 ยอห์น 5:46 และที่อื่นๆ

ยิ่งกว่านั้น โมเสสมีอายุเก่าแก่กว่าและอยู่ก่อนหน้าบรรดานักปราชญ์ทั้งปวงของกรีกและชนต่างชาติเป็นอันมาก กล่าวคือ โฮเมอร์ เฮซิออด ทาเลส พิทาโกรัส โสกราตีส และผู้ที่เก่าแก่กว่าเหล่านี้อีก คือ ออร์เฟอุส ไลนัส มูซีอัส เฮอร์คิวลีส เอสคูเลเปียส อพอลโล และแม้แต่เมอร์คิวรี ทริสเมกิสตุสเอง ผู้ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในบรรดาทั้งหมด เพราะเมอร์คิวรี ทริสเมกิสตุสผู้นี้ นักบุญออกัสตินกล่าวไว้ในหนังสือ นครแห่งพระเจ้า เล่มที่ 18 บทที่ 39 ว่าเป็นหลานของเมอร์คิวรีผู้อาวุโสกว่า ซึ่งปู่ฝ่ายมารดาคือแอตลาสนักดาราศาสตร์ ผู้ร่วมสมัยกับโพรมีธีอัส รุ่งเรืองอยู่ในสมัยที่โมเสสมีชีวิตอยู่ ในที่นี้พึงสังเกตว่าโมเสสเพียงแต่เขียนปัญจบรรพอย่างเรียบง่ายในลักษณะบันทึกประจำวันหรือพงศาวดาร แต่โยชูวาหรือผู้อื่นที่คล้ายกัน ได้จัดเรียบเรียงพงศาวดารเหล่านี้ของโมเสสให้เป็นระเบียบ แบ่งส่วน และเพิ่มเติมกับแทรกข้อความบางตอนเข้าไป เพราะดังนั้น ที่ปลายเฉลยธรรมบัญญัติ มรณกรรมของโมเสส ซึ่งท่านได้สิ้นชีวิตไปแล้วนั้น ได้รับการเพิ่มเติมและบรรยายโดยโยชูวาหรือผู้อื่น เช่นเดียวกัน มิใช่โมเสสแต่เป็นผู้อื่นตามที่เห็นได้ ที่ได้แทรกคำสรรเสริญความสุภาพอ่อนโยนของโมเสสไว้ใน กันดารวิถี 12:3 เช่นเดียวกัน ใน ปฐมกาล 14:15 เมืองลาอิชถูกเรียกว่าดาน แม้ว่าเมืองนั้นจะถูกเรียกว่าดานหลังสมัยโมเสสเป็นเวลานาน ดังนั้นชื่อดานจึงถูกแทนที่แทนลาอิช ณ ที่นั้น มิใช่โดยโยชูวา แต่โดยผู้อื่นที่มีชีวิตอยู่ภายหลัง เช่นเดียวกัน ใน กันดารวิถี 21 ข้อ 14, 15 และ 27 ก็ได้รับการเพิ่มเติมโดยผู้อื่นเช่นกัน ในทำนองเดียวกัน มรณกรรมของโยชูวาก็ได้รับการเพิ่มเติมโดยผู้อื่น ใน โยชูวา บทสุดท้าย ข้อ 29 ในทำนองเดียวกัน คำพยากรณ์ของเยเรมีย์ได้รับการจัดเรียบเรียงและทำให้เป็นระเบียบโดยบารุค ดังที่ข้าพเจ้าจะแสดงให้เห็นในอารัมภบทของเยเรมีย์ เช่นเดียวกัน สุภาษิตของซาโลมอนก็มิได้ถูกรวบรวมและจัดเรียงโดยพระองค์เอง แต่โดยผู้อื่นจากงานเขียนของพระองค์ ดังปรากฏจาก สุภาษิต 25:1

ยิ่งกว่านั้น โมเสสได้เรียนรู้และรับสิ่งเหล่านี้มา ส่วนหนึ่งจากการสืบทอดประเพณี ส่วนหนึ่งจากการเปิดเผยของพระเจ้า และส่วนหนึ่งจากการเห็นด้วยตนเอง เพราะสิ่งที่ท่านเล่าในอพยพ เลวีนิติ กันดารวิถี และเฉลยธรรมบัญญัตินั้น ท่านเองได้อยู่ ณ ที่นั้นเพื่อเห็นและกระทำ

หมายเหตุประการที่สอง โมเสสเขียนปฐมกาลในขณะที่ท่านลี้ภัยอยู่ในมีเดียน อพยพ 2:15 เปเรริอุสกล่าว และเขียนเพื่อเป็นกำลังใจแก่ชาวฮีบรูซึ่งกำลังถูกฟาโรห์กดขี่ในอียิปต์ แต่เธโอโดเรต เบดา และโตสตาตุส (ซึ่งยูเซบิอุสก็มิได้คัดค้าน ใน De Praeparatione เล่มที่ 7 บทที่ 11 หากพิจารณาถ้อยคำของท่านอย่างถี่ถ้วน) มีความเห็นที่ดีกว่าว่า ทั้งปฐมกาลและหนังสือสี่เล่มถัดมาถูกเขียนโดยโมเสสหลังจากชาวฮีบรูออกจากอียิปต์แล้ว เมื่อท่านเองดำรงตำแหน่งอยู่ในถิ่นทุรกันดารในฐานะผู้นำ มหาสมณะ ประกาศก อาจารย์ และผู้บัญญัติธรรมของประชาชน และกำลังจัดตั้งและสั่งสอนราชอาณาจักรและพระศาสนจักรของพระเจ้าจากที่ประชุมและธรรมศาลาของชาวยิว เพื่อให้พวกเขาได้รู้จัก รัก และนมัสการพระเจ้าผู้สร้างจากการสร้างและการปกครองสรรพสิ่ง


กฎเกณฑ์ส่องทางนำหน้าปัญจบรรพ

กฎเกณฑ์ที่ 1 เนื่องจากโมเสสเขียนประวัติศาสตร์ของโลกในที่นี้ จึงชัดเจนว่าการเล่าเรื่องของท่านมิใช่เชิงสัญลักษณ์ มิใช่เชิงอุปมานิทัศน์ มิใช่เชิงรหัสยภาพ แต่เป็นเชิงประวัติศาสตร์ เรียบง่าย และตรงไปตรงมา ดังนั้น สิ่งที่ท่านเล่าเรื่องสวนสวรรค์ อาดัม เอวา และการสร้างสรรพสิ่งที่สำเร็จลงตามลำดับในระยะหกวัน ฯลฯ พึงรับเข้าใจตามประวัติศาสตร์และตามความหมายตรง ดังที่ได้ยิน ทั้งนี้เป็นการคัดค้านโอริเกน ผู้ซึ่งคิดว่าสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ควรอธิบายในเชิงอุปมานิทัศน์และเชิงสัญลักษณ์ และด้วยเหตุนี้จึงล้มล้างตัวอักษรและความหมายตามตัวอักษร แต่บรรดาปิตาจารย์อื่นๆ ทั้งหมดได้สืบทอดกฎเกณฑ์ของเรา และพระศาสนจักรก็ประณามการตีความเชิงอุปมานิทัศน์ของโอริเกนในที่นี้ ดูนักบุญบาซิลโต้แย้งโอริเกนในที่นี้ ในบทเทศน์ที่ 3 และ 9 ว่าด้วยหกวันแห่งการสร้าง นักบุญเจอโรมกล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า “โอริเกนได้เอาสติปัญญาของตนเองมาทำเป็นเรื่องรหัสยภาพของพระศาสนจักร”

กฎเกณฑ์ที่ 2 ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติต้องถูกปรับให้สอดคล้องกับพระคัมภีร์และพระวาจาของพระเจ้า ผู้ซึ่งจำนวน ระเบียบ และขนาดทั้งปวงของธรรมชาติล้วนมาจากพระองค์ นักบุญออกัสตินกล่าว ดังนั้น ในทางตรงกันข้าม ไม่พึงบิดเบือนพระคัมภีร์ให้เข้ากับความคิดเห็นของนักปรัชญา หรือให้เข้ากับแสงสว่างและคำบงการของธรรมชาติ

กฎเกณฑ์ที่ 3 โมเสสมักใช้วิธีกล่าวล่วงหน้าหรือการคาดการณ์ คือท่านเรียกเมืองและสถานที่ด้วยชื่อที่ตั้งให้ในภายหลังมาก ดังนั้นใน ปฐมกาล 14:2 ท่านเรียกเมืองบาลาด้วยชื่อเซโกร์ ซึ่งอย่างไรก็ตามในเวลานั้นยังไม่ถูกเรียกว่าเซโกร์ แต่ถูกเรียกภายหลังเมื่อโลทหนีจากเมืองโสโดมไปที่นั่นแล้ว เช่นเดียวกันในข้อ 6 ของบทเดียวกัน ท่านเรียกภูเขาว่าเสอีร์ ซึ่งถูกเรียกว่าเสอีร์หลังจากนั้นนานโดยเอซาว เช่นเดียวกันในข้อ 14 ท่านเรียกว่าดาน ซึ่งในเวลานั้นยังเรียกว่าลาอิช

กฎเกณฑ์ที่ 4 คำว่า “นิรันดร์” มักไม่หมายถึงนิรันดรภาพในความหมายที่แท้จริง แต่หมายถึงระยะเวลาอันยาวนานที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด เพราะคำฮีบรู olam คือ “นิรันดร์” หมายถึงยุคสมัย ในแง่ที่ว่ามันถูกซ่อนเร้น หรือไม่อาจหยั่งรู้ขอบเขตและจุดสิ้นสุดของมันได้ เพราะรากศัพท์ alam หมายถึงการซ่อนหรือปกปิด อนึ่ง คำว่า “นิรันดร์” มักไม่ถูกกล่าวโดยสมบูรณ์แต่โดยเปรียบเทียบ และหมายถึงระยะเวลาทั้งหมดของสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นนิรันดร์มิใช่โดยสมบูรณ์แต่โดยเทียบกับสถานะ ราชอาณาจักร หรือชนชาติหนึ่ง ดังนั้น ธรรมบัญญัติเดิมจึงกล่าวว่าจะคงอยู่ตลอดกาล คือตลอดไป มิใช่โดยสมบูรณ์แต่โดยเทียบกับชาวยิว เพราะธรรมบัญญัตินั้นดำรงอยู่ตราบเท่าที่ราชอาณาจักรและธรรมศาลาของชาวยิวดำรงอยู่ กล่าวคือตลอดยุคสมัยแห่งศาสนายูดาย จนกว่าธรรมบัญญัติใหม่จะมาแทนที่ เพราะธรรมบัญญัตินั้นจะดำรงอยู่จนกว่าความจริงจะส่องสว่างโดยทางพระคริสตเจ้า ที่เป็นเช่นนี้ก็ชัดเจน เพราะในที่อื่นพระคัมภีร์เดียวกันกล่าวว่าธรรมบัญญัติเดิมจะถูกยกเลิกและธรรมบัญญัติใหม่แห่งพระวรสารจะถูกนำมาแทนที่ ดังปรากฏจาก เยเรมีย์ 31:32 และต่อๆ ไป ดังนั้น ฮอเรซใช้คำว่า “นิรันดร์” เมื่อท่านกล่าวว่า “ผู้ที่ไม่รู้จักใช้สิ่งเล็กน้อยจะรับใช้ตลอดกาล” เพราะผู้นั้นไม่อาจรับใช้ตลอดกาลในความหมายสมบูรณ์ได้ เมื่อชีวิตของเขาเองที่เขาใช้ในการรับใช้นั้นไม่อาจเป็นนิรันดร์ได้ นักบุญออกัสตินได้สืบทอดกฎเกณฑ์นี้ใน ปัญหาที่ 31 ว่าด้วยปฐมกาล เรื่องนี้ดูเพิ่มเติมได้ในเปเรริอุส เล่มที่ 3 ว่าด้วยปฐมกาล หน้า 430 และต่อๆ ไป

กฎเกณฑ์ที่ 5 ชาวฮีบรูโดยวิธีสลับใช้ มักสับเปลี่ยนประสาทสัมผัสหนึ่งกับอีกประสาทสัมผัสหนึ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้การเห็นแทนประสาทสัมผัสใดก็ตาม ทั้งเพราะการเห็นเป็นประสาทสัมผัสที่เลิศและแน่นอนที่สุดในบรรดาประสาทสัมผัสทั้งปวง และเพราะในประสาทสัมผัสร่วม ซึ่งอยู่เหนือการเห็นและดวงตา ความรู้สึกของประสาทสัมผัสทั้งหมดมาบรรจบกัน ดังนั้น การเห็นใช้แทนการสัมผัสใน ยอห์น 20:29 “เพราะท่านได้เห็น คือได้สัมผัสเรา โทมัส ท่านจึงเชื่อ” การเห็นใช้แทนการดมกลิ่นใน อพยพ 5:21 ในภาษาฮีบรู “ท่านได้ทำให้กลิ่น (ชื่อเสียงและเกียรติ) ของเราเหม็นในสายตา” คือในจมูกของฟาโรห์ การเห็นใช้แทนการชิมรสใน สดุดี 34:9 “จงลิ้มชิมและดู (คือจงรู้รส) ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงหวานชื่น” การเห็นใช้แทนการได้ยินใน อพยพ 20:18 “ประชาชนเห็น คือได้ยิน เสียง” ดังนั้น “เห็น” จึงหมายความเดียวกับรู้หรือรับรู้อย่างชัดเจน

กฎเกณฑ์ที่ 6 คำว่า “บาป” มักถูกใช้ในเชิงนามแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเลวีนิติ ประการแรก แทนเครื่องบูชาที่ถวายเพื่อลบบาป ประการที่สอง แทนโทษของบาป ประการที่สาม แทนความไม่ปกติหรือมลทินตามธรรมบัญญัติที่เกิดจากเลือดระดู จากอสุจิ จากโรคเรื้อน หรือจากการสัมผัสศพ ดังนั้นใน เลวีนิติ 12:6 การคลอดบุตรถูกเรียกว่า “บาป” คือมลทินตามธรรมบัญญัติ และใน เลวีนิติ 14:13 โรคเรื้อนถูกเรียกว่า “บาป” มิใช่บาปในความหมายที่แท้จริง แต่เป็นบาปตามธรรมบัญญัติ คือความไม่ปกติที่กันผู้เป็นโรคเรื้อนออกจากพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และจากการอยู่ร่วมกับผู้คน

กฎเกณฑ์ที่ 7 ธรรมบัญญัติของพระเจ้าถูกเรียก ประการแรกว่า ข้อบัญญัติ กฎ หรือข้อปฏิบัติ เพราะกำหนดสิ่งที่ต้องรักษาหรือหลีกเลี่ยง ประการที่สอง ถูกเรียกว่า คำพิพากษา เพราะชี้นำและตัดสินข้อพิพาทระหว่างมนุษย์ เพราะในศาลต้องตัดสินตามธรรมบัญญัติ ประการที่สาม ถูกเรียกว่า ความชอบธรรม เพราะกำหนดสิ่งที่เที่ยงธรรมและยุติธรรม ประการที่สี่ ถูกเรียกว่า พระโอวาท เพราะเป็นพยานถึงพระประสงค์ของพระเจ้า หรือสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากเรา สิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาให้เรากระทำ ประการที่ห้า ถูกเรียกว่า พันธสัญญา คือข้อตกลงและสนธิสัญญา กล่าวคือเงื่อนไขของข้อตกลงที่ทำกับพระเจ้า เพราะด้วยเงื่อนไขนี้พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาทั้งกับชาวยิวและกับคริสตชนว่า พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าและพระบิดาของพวกเขา หากพวกเขารักษาธรรมบัญญัติของพระองค์

กฎเกณฑ์ที่ 8 ในปัญจบรรพ มีการใช้อุปลักษณ์ส่วนแทนทั้งหมดอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น คำรวมใช้แทนคำเฉพาะ เช่น “ทำแพะ ลูกแกะ ลูกวัว” หมายถึง ถวายบูชาแพะ ลูกแกะ ลูกวัว ดังนั้น ส่วนใช้แทนทั้งหมด เช่น “เติมมือให้เต็ม” เพิ่มเติมว่าด้วยน้ำมัน หมายถึง เจิมอภิเษกผู้หนึ่งเป็นสมณะ ดังนั้น “เผยความเปลือยเปล่า” หรือ “รู้จักหญิง” หรือ “เข้าไปหานาง” หมายถึง ชายมีความสัมพันธ์กับหญิง ดังนั้น “เปิดหูของผู้หนึ่ง” หมายถึง พูดกระซิบที่หูของเขา หรือบอก ชี้ และเปิดเผยสิ่งหนึ่ง

กฎเกณฑ์ที่ 9 ในทำนองเดียวกัน มีการใช้นามแทนอยู่บ่อยครั้ง ดังใน ปฐมกาล 14:22 และ อพยพ 6:8 “ข้าพเจ้ายกมือขึ้น” คือด้วยมือที่ยกขึ้น ข้าพเจ้าเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์เป็นพยานและสาบานโดยพระเจ้า ดังนั้น “ปาก” หมายถึง ถ้อยคำหรือคำบัญชาที่ให้ทางปาก ดังนั้น “มือ” หมายถึง อำนาจ กำลัง หรือการลงโทษ ซึ่งกระทำด้วยมือ ดังนั้น “วิญญาณ” หมายถึง ชีวิต หรือสัตว์นั้นเอง ซึ่งรูปแบบและชีวิตของมันคือวิญญาณ ดังนั้น “คนแห่งโลหิต” คือสิ่งที่เรียกผู้ฆาตกร

กฎเกณฑ์ที่ 10 ในทำนองเดียวกัน มีการใช้คำเกินความอยู่บ่อยครั้ง เช่น เมื่อเรียก “บิดา” ของสิ่งหนึ่งว่าเป็นผู้ที่เป็นผู้ริเริ่ม ผู้ก่อตั้ง หรือผู้ประดิษฐ์สิ่งนั้น หรือผู้ที่เป็นคนแรกและเป็นหัวหน้าในสิ่งนั้น ดังนั้น พระเจ้าถูกเรียกว่า “บิดา” ของฝน คือผู้ริเริ่ม ดังนั้น มารถูกเรียกว่า “บิดา” ของการโกหก คือผู้ริเริ่ม ดังนั้น ตูบัลกาอินถูกเรียกว่า “บิดา” ของผู้บรรเลงดนตรี คือบิดาในความหมายว่าเป็นผู้แรกและผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรี ดังนั้น พวกเขากล่าวว่า “ท่านฟันพวกเขาด้วยปาก คือด้วยคมดาบ” เพราะ “ปาก” ของดาบคือสิ่งที่เรียกคมดาบนั่นเอง ซึ่งกลืนกินและกัดกินมนุษย์ เหมือนปากกลืนกินขนมปัง เพราะในทำนองนี้ สิงโต เสือ สุนัขป่า และสัตว์ร้ายอื่นๆ ย่อมฟาดแกะ สุนัข และวัวด้วยปากของมัน เมื่อมันกัดฉีก ทึ้ง และกลืนกินพวกมันด้วยขากรรไกรที่อ้าออก ด้วยการใช้คำเกินความที่คล้ายกัน พวกเขาเรียกเมืองเล็กและหมู่บ้านว่า “ธิดา” ซึ่งอยู่ใกล้และอยู่ใต้อำนาจของเมืองหลวงเสมือนมารดา อนึ่ง พวกเขาเรียกเมืองเองว่า “ธิดา” เนื่องจากความงดงามและความสง่างามของเมือง เช่น “ธิดาแห่งศิโยน” คือเมืองและป้อมปราการศิโยน “ธิดาแห่งเยรูซาเล็ม” คือเมืองเยรูซาเล็ม “ธิดาแห่งบาบิโลน” คือเมืองบาบิโลน กล่าวคือบาบิโลนเอง ในทำนองเดียวกัน การ “สร้างบ้าน” ให้ผู้หนึ่ง หรือทำลายบ้าน หมายถึง ให้ หรือทำลาย ครอบครัวและเชื้อสายของผู้หนึ่ง เพราะ “บ้าน” หมายถึง เชื้อสายและลูกหลาน ดังนั้น ชาวฮีบรูเรียกบุตรว่า banim เสมือน abanim คือ “ก้อนหิน” จากรากศัพท์ bana คือ “เขาสร้าง” เพราะจากบุตรเสมือนจากก้อนหิน บ้านและครอบครัวของบิดามารดาถูกสร้างขึ้น ดังที่ยูริพิดีสกล่าวว่า “เสาหลักของครอบครัวคือบุตรชาย”

กฎเกณฑ์ที่ 11 ชาวฮีบรูมักใช้กริยาที่แสดงการกระทำจริงแทนกริยาที่แสดงการกล่าวหรือการตัดสิน ดังนั้นในเลวีนิติ 13:6, 11, 20, 27, 30 จึงกล่าวว่าปุโรหิตจะ “ชำระ” หรือ “ทำให้เป็นมลทิน” แก่ผู้เป็นโรคเรื้อน กล่าวคือจะประกาศและวินิจฉัยว่าเขาสะอาดหรือเป็นมลทิน เพื่อให้เขาได้กลับเข้าสู่สังคมของมนุษย์หรือถูกกันออกไป ดังนั้นในเยเรมีย์ 1:10 จึงกล่าวว่า “เราตั้งเจ้าไว้เหนือนานาชาติและเหนือราชอาณาจักรทั้งหลาย ให้ถอนรากถอนโคน ให้ทำลายล้าง ให้กระจัดกระจายและพังทลาย ให้ก่อสร้างและปลูกฝัง” — กล่าวคือ ให้พยากรณ์และประกาศว่านานาชาติเหล่านี้จะถูกถอนรากถอนโคนและทำลาย แต่ชาติเหล่านั้นจะได้รับการก่อสร้างและปลูกฝัง ดังนั้นในเลวีนิติ 20:8 และบทที่ 21:8, 15 และ 25 จึงกล่าวว่า “เราคือพระเจ้าผู้ทรงทำให้เจ้าศักดิ์สิทธิ์” กล่าวคือ เราบัญชาให้เจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์

กฎเกณฑ์ที่ 12 ชาวฮีบรูมักละประธานไว้โดยไม่กล่าวออกมา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือสิ่งที่กระทำหรือถูกกระทำ เพราะปล่อยให้เข้าใจได้จากบริบทที่มาก่อนหรือตามหลัง ดังปรากฏในเฉลยธรรมบัญญัติ 33:12 และที่อื่นๆ

กฎเกณฑ์ที่ 13 ถ้อยคำและประโยคของพระคัมภีร์ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงกลับไปยังข้อความที่อยู่ก่อนหน้าโดยตรงเสมอไป แต่บางครั้งอ้างอิงไปยังข้อความที่อยู่ไกลออกไปก่อนหน้ามาก ดังเช่นข้อความในอพยพ 22:3 — “ถ้าเขา (โจร) ไม่มีสิ่งใดจะชดใช้สำหรับการลักขโมยนั้น ตัวเขาเองจะถูกขาย” — ต้องเชื่อมโยงมิใช่กับถ้อยคำที่อยู่ก่อนหน้าโดยตรง แต่กับข้อ 1 ซึ่งกล่าวว่า “ถ้าผู้ใดลักขโมยโค เขาจะต้องชดใช้ห้าเท่า” ในทำนองเดียวกัน ในเพลงซาโลมอน บทที่ 1 กล่าวว่า “ข้าพเจ้าดำแต่งดงาม ดุจเต็นท์ของเคดาร์ ดุจม่านของซาโลมอน” ซึ่ง “เต็นท์ของเคดาร์” ไม่อาจเชื่อมโยงกับ “งดงาม” ได้ เพราะเต็นท์เหล่านั้นเองก็ไม่งดงาม ถูกแดดเผาจนไหม้ ดำ และน่าเกลียด ดังนั้นถ้อยคำเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงและอธิบายดังนี้ คือ ข้าพเจ้าดำดุจเต็นท์ของเคดาร์ แต่ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็งดงามดุจม่านปักลายและม่านหลวงของซาโลมอน

กฎเกณฑ์ที่ 14 ในภาษาฮีบรู คำปฏิเสธจะปฏิเสธทุกสิ่งที่ตามมา ดังนั้น “ไม่ใช่ทั้งหมด” ในภาษาฮีบรูมีความหมายเท่ากับ “ไม่มีเลย” ในขณะที่ในภาษาลาตินหมายถึง “บางส่วน...ไม่” (กล่าวคือ ไม่ใช่ทุกคน)

กฎเกณฑ์ที่ 15 พระคัมภีร์มักสัญญาบางสิ่งแก่บุคคลบางคนที่ไม่สำเร็จในตัวบุคคลเหล่านั้นเอง แต่สำเร็จในลูกหลานของพวกเขา เพื่อแสดงว่าพระเจ้าทรงประทานสิ่งเหล่านี้แก่ลูกหลานเพื่อเห็นแก่ผู้รับดั้งเดิม เพราะสิ่งที่มอบให้แก่ลูกหลานถือว่ามอบให้แก่ผู้ที่ลูกหลานเป็นส่วนหนึ่ง ในฐานะต้นกำเนิดและประมุขของวงศ์ตระกูล ดังนั้นแผ่นดินคานาอันจึงถูกสัญญาแก่อับราฮัมมิใช่ในตัวท่านเอง แต่ในลูกหลานของท่าน ปฐมกาล 13:14 ดังนั้นการปกครองเหนือเอซาว กล่าวคือชาวเอโดม จึงถูกสัญญาแก่ยาโคบ กล่าวคือชาวยาโคบ ปฐมกาล 27:29 ดังนั้นในปฐมกาลบทที่ 29 สิ่งที่จะเกิดแก่ลูกหลานจึงถูกสัญญาแก่บรรพบุรุษทั้งสิบสององค์ นักบุญยอห์น คริซอสตอมสืบทอดกฎเกณฑ์นี้ไว้ในเทศนาที่ 8 ว่าด้วยมัทธิว

กฎเกณฑ์ที่ 16 แม้นักบุญซีเปรียน หนังสือเล่มที่ 2 ต่อต้านชาวยิว บทที่ 5, นักบุญฮิลารี หนังสือเล่มที่ 4 ว่าด้วยพระตรีเอกภาพ, และนักบุญเกรกอรีแห่งนาเซียนซ์ ในบทความว่าด้วยความเชื่อ จะคิดว่าพระเจ้าทรงปรากฏในรูปกายที่ทรงรับมาและปรากฏให้เห็นได้แก่อับราฮัม โมเสส และบรรดาประกาศก แต่ที่ถูกต้องกว่านั้นคือ การปรากฏเหล่านี้ทั้งหมดกระทำผ่านทูตสวรรค์ ซึ่งในร่างกายที่รับมานั้นแสดงบทบาทแทนพระเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่าพระเจ้า ดังที่ดีโอนีซิอุสกล่าวในบทที่ 4 ของลำดับชั้นสวรรค์ นักบุญเจอโรมในอรรถาธิบายกาลาเทียบทที่ 3 นักบุญออกัสตินในหนังสือเล่มที่ 3 ว่าด้วยพระตรีเอกภาพ บทสุดท้าย นักบุญเกรกอรีในคำนำศีลธรรม เล่มที่ 1 และนักปราชญ์ท่านอื่นๆทั่วไป และเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว เพราะผู้ที่ปรากฏแก่โมเสสและกล่าวว่า “เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม” นั้นเป็นทูตสวรรค์ ดังที่นักบุญสเตเฟนสอนไว้ในกิจการอัครสาวก 7:30 ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมอบธรรมบัญญัติแก่โมเสสที่ซีนาย อพยพบทที่ 19 และ 20 จึงถูกเปาโลเรียกว่าทูตสวรรค์ในกาลาเทีย 3:19 เพราะทูตสวรรค์เป็นจิตผู้รับใช้ ซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการดำเนินกิจการทั้งปวงของพระองค์ ฉะนั้นสิ่งที่สภาสังคายนาแห่งเซอร์เมียม กฎเกณฑ์ที่ 14 กำหนดไว้ว่า — ผู้ที่ปล้ำสู้กับยาโคบ ปฐมกาล 32 คือพระบุตรของพระเจ้า — ให้เข้าใจว่าเป็นทูตสวรรค์ผู้แสดงแทนพระบุตรของพระเจ้า จงเพิ่มเติมด้วยว่าคำตัดสินของสภาสังคายนานี้มิใช่คำนิยามแห่งความเชื่อ หรือแม้แต่ข้อกำหนดของพระศาสนจักร นอกจากในส่วนที่ประณามความเห็นผิดของโฟตินุส เพราะเป็นที่ทราบกันว่าสภาสังคายนานี้เป็นที่ประชุมของพวกอาริอุส

กฎเกณฑ์ที่ 17 เมื่อพระคัมภีร์ตั้งนามใหม่แก่ผู้ใด ให้เข้าใจว่ามิได้เอานามเดิมออกไป แต่เพิ่มนามใหม่เข้ากับนามเดิม เพื่อให้บุคคลนั้นอาจถูกเรียกด้วยนามใดก็ได้ ทั้งนามหนึ่งและอีกนามหนึ่ง ดังนั้นในปฐมกาล 35:10 จึงกล่าวว่า “เจ้าจะไม่ถูกเรียกว่ายาโคบอีกต่อไป แต่จะเรียกว่าอิสราเอล” — ความหมายคือ ประหนึ่งว่า เจ้าจะถูกเรียกมิใช่เพียงยาโคบ แต่ยังเรียกว่าอิสราเอลด้วย เพราะหลังจากนั้นหลายครั้งท่านก็ยังถูกเรียกว่ายาโคบ ในทำนองเดียวกัน กิดโอน ในผู้วินิจฉัย 6:32 กล่าวว่าตั้งแต่วันนั้นได้ถูกเรียกว่าเยรุบบาอัล และถึงกระนั้นพระคัมภีร์ก็ยังคงเรียกท่านว่ากิดโอน ในทำนองเดียวกัน ซีโมน หลังจากได้รับนามว่าเคฟาสจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็ยังคงถูกเรียกว่าซีโมนอยู่เนืองๆ

พึงสังเกตในที่นี้ว่า พระเจ้าและชาวฮีบรูตั้งชื่อแก่คนของตนจากเหตุการณ์ กล่าวคือชื่อที่บ่งบอกเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรืออนาคต และเมื่อนั้นชื่อก็เปรียบเสมือนลางบอกเหตุ หรือคำเตือน หรือความปรารถนาสำหรับอนาคต เพราะการตั้งชื่อแก่ผู้ใดนั้น พวกเขาทำนายหรือปรารถนาว่าบุคคลนั้นจะเป็นดังที่ชื่อนั้นบ่งบอก ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ในชื่อ อาดัม เอวา เสท กาอิน โนอาห์ อับราฮัม อิชมาเอล อิสอัค ยาโคบ เป็นต้น ดังที่ข้าพเจ้าจะแสดงไว้ในที่อันเหมาะสม

ชาวโรมัน ชาวกรีก และชาวเยอรมัน ได้เลียนแบบธรรมเนียมนี้เช่นกัน ชาวโรมันเรียกคอร์วินุสจากนกกา (corvus) ที่ให้ลางบอกชัยชนะแก่เขาในค่ายทหาร ซีซาร์จากผมหนาเต็มศีรษะ (caesaries) ที่เขาเกิดมาพร้อมด้วย กาลิกุลาจากรองเท้าทหาร (caliga) ที่เขาสวมใส่บ่อยครั้ง ดังนั้นตระกูลปิโซจึงได้รับนามดังกล่าวเพราะพวกเขาปลูกถั่ว (pisa) ได้ยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับตระกูลซิเซโรที่ได้รับนามจากถั่วลูกไก่ (cicer) ตระกูลฟาบีจากถั่วปากอ้า (faba) และตระกูลเลนตูลีจากถั่วเลนทิล (lens) ที่ปลูกได้ยอดเยี่ยม ดังนั้นอังคุสจึงได้ชื่อจากข้อศอกที่คด ดังเฟสตุสกล่าว — เพราะ “ข้อศอก” ในภาษากรีกเรียกว่า ankon ดังนั้นเซอร์วิอุสจึงได้ชื่อเพราะเกิดจากมารดาที่เป็นทาส เปาลุสจากรูปร่างเล็ก ตอร์ควาตุสจากสร้อยคอที่แย่งมาจากชาวกอลในการรบ ปลังกุสจากเท้าแบน ดังนั้นสกิปิโอจึงเป็นสกุลนามของตระกูลคอร์เนลี ซึ่ง ป. คอร์เนลิอุส (ปู่ของ ป. คอร์เนลิอุส สกิปิโอ อาฟริกานุส ผู้พิชิตฮันนิบาล) เป็นผู้ริเริ่มขึ้น เพราะเขาเป็นผู้นำทางและพาบิดาเดินแทนไม้เท้า (scipio) เขาจึงเป็นคนแรกที่ได้รับสกุลนามว่าสกิปิโอ และสืบทอดสกุลนามนั้นแก่ลูกหลาน

ชาวกรีกเรียกเพลโต ประหนึ่ง “ผู้กว้าง” จากไหล่กว้างของท่าน แม้ก่อนหน้านั้นท่านจะมีชื่อว่าอริสโตเคลส คริซอสตอม ประหนึ่ง “ปากทอง” จากวาทศิลป์ของท่าน เลาเนคุส ประหนึ่ง “ผู้พิชิตประชาชน” เลโอนิคุส ประหนึ่ง “แห่งราชสีห์” สตราโตนิคุส ประหนึ่ง “ผู้พิชิตกองทัพ” เดโมสเธเนส ประหนึ่ง “เสาหลักของประชาชน” อริสโตเติล ประหนึ่ง “จุดหมายอันดีที่สุด” เกรกอรี ประหนึ่ง “ผู้ตื่นตัว” ดิโอเจนีส ประหนึ่ง “ผู้เกิดจากซุส” อริสโตบูลุส ประหนึ่ง “ผู้มีคำปรึกษาดีเลิศ” เธโอโดร์ ประหนึ่ง “ของขวัญจากพระเจ้า” ฮิปโปเครตีส ประหนึ่ง “ผู้มีพละกำลังของม้า” คัลลิมาคุส จาก “การรบอันงดงาม”

ชาวเยอรมันและชาวเบลเยียมตั้งชื่อฟรีดริช ประหนึ่ง “ผู้มั่งคั่งในสันติ” กล่าวคือผู้สงบสุขอย่างแท้จริง เลโอนาร์ด ประหนึ่ง “ผู้มีอุปนิสัยดุจราชสีห์” เบอร์นาร์ด ประหนึ่ง “ผู้มีอุปนิสัยดุจหมี” เจอราร์ด ประหนึ่ง “ผู้มีอุปนิสัยดุจแร้ง” คูโน ประหนึ่ง “ผู้กล้าหาญ” คอนราด ประหนึ่ง “ผู้มีคำปรึกษาอันกล้าหาญ” อาเดลกิซิอุส ประหนึ่ง “ผู้มีจิตวิญญาณอันสูงส่ง” คานูท จากการดื่มถ้วยจนหมด ฟาราเมาด์หรือฟรามุนด์ จากความงามแห่งใบหน้า ดังนั้นวิลเฮล์มจากหมวกเกราะทอง กูเดลา ประหนึ่ง “ส่วนแบ่งหรือโชคอันดี” โลแธร์ ประหนึ่ง “หัวใจตะกั่ว” เลโอโพลด์ ประหนึ่ง “เท้าราชสีห์” ลันฟรังก์ ประหนึ่ง “เสรีภาพอันยั่งยืน” โวล์ฟกัง ประหนึ่ง “การเดินดุจหมาป่า” ดูเพิ่มเติมในโกโรปิอุส สกรีคิอุส และปอนตุส เฮิทเทรุส ว่าด้วยเบลเยียม

กฎเกณฑ์ที่ 18 เมื่อผู้ที่มีชื่ออยู่แล้วนั้น ชื่อไม่ได้ถูกเปลี่ยน แต่เพียงแค่ — โดยชื่อเดิมถูกละไว้และถือเป็นที่เข้าใจ — ถูกกล่าวว่าจะเรียกอย่างนี้หรืออย่างนั้น เมื่อนั้นมิได้มีการตั้งชื่ออื่นให้แก่เขา แต่เป็นการบ่งบอกว่าเขาจะเป็นเช่นนั้น จนอาจถูกเรียกและขนานนามด้วยชื่ออีกชื่อนั้นได้อย่างสมควร ดังนั้นในอิสยาห์ 7:14 พระคริสตเจ้าจึงถูกเรียกว่าอิมมานูเอล และในบทที่ 8 ข้อ 3 ว่า “จงรีบคว้าเอาทรัพย์ที่ริบได้ จงเร่งปล้นชิง” และในบทที่ 9 ข้อ 6 ว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ พระบิดาแห่งกัลปภายหน้า องค์สันติราช” และในเศคาริยาห์บทที่ 6 ข้อ 12 พระองค์ถูกเรียกว่าหน่อกำเนิด ดังนั้นยอห์นผู้ทำพิธีล้างจึงถูกมาลาคีเรียกว่าเอลียาห์ และบุตรของเศเบดีในพระวรสารถูกเรียกว่าโบอาเนอร์เกส กล่าวคือบุตรแห่งฟ้าร้อง

กฎเกณฑ์ที่ 19 ชายและหญิงในสมัยโบราณมีหลายชื่อ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากบุคคลเดียวกันในพระคัมภีร์ถูกเรียกด้วยชื่อหนึ่งในที่หนึ่งและอีกชื่อหนึ่งในอีกที่หนึ่ง ดังนั้นภรรยาของเอซาวที่ในปฐมกาล 36:2 ถูกเรียกว่าอาดาห์ บุตรีของเอโลนชาวฮิตไทต์ ในปฐมกาล 26:34 ถูกเรียกว่ายูดิธ บุตรีของเบเอรีชาวฮิตไทต์ และภรรยาอีกคนซึ่งในปฐมกาล 36:2 ถูกเรียกว่าโอโฮลีบามาห์ บุตรีของอานาห์ ในปฐมกาล 26:34 ถูกเรียกว่าบาเสมัท บุตรีของเอโลน ในทำนองเดียวกัน บ่อยครั้งใน 1 พงศาวดาร ตลอดสิบบทแรก ชื่อที่แตกต่างถูกตั้งให้แก่ชายและหญิง — แตกต่าง ข้าพเจ้าว่า จากชื่อที่พวกเขามีในปฐมกาล โยชูวา ผู้วินิจฉัย และหนังสือพงศ์กษัตริย์ ดังนั้นอาบีเมเลคและอาหิเมเลคก็เป็นคนเดียวกัน โยบและโยบาบ อาคาร์และอาคาน อารามและราม อาราวนาห์และโอรนัน เยโธรและเรอูเอล พึงสังเกตไว้ด้วยว่า เมื่อชื่อถูกถ่ายทอดไปยังภาษาอื่น ชื่อเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปมากจนแทบดูเหมือนไม่ใช่ชื่อเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อชื่อนั้นพาดพิงและโน้มเอียงไปยังรากศัพท์ที่แตกต่างในภาษาของตน

กฎเกณฑ์ที่ 20 พระคัมภีร์มักเรียกสิ่งที่เป็นเพียงโอกาส (เหตุบังเอิญ) ว่าเป็นสาเหตุ และวางไว้แทนที่สาเหตุที่แท้จริงของเรื่อง เพราะผู้คนมักพูดเช่นนี้ คือเรียกผลลัพธ์จากแหล่งใดก็ตามว่าเป็นผลกระทบ และเรียกโอกาสว่าเป็นสาเหตุ ดังนั้นในปฐมกาล 43:6 ยาโคบกล่าวว่า “พวกเจ้าทำเช่นนี้ให้เราทุกข์ โดยบอกเขาว่าพวกเจ้ามีน้องชายอีกคนหนึ่ง” เพราะบุตรของยาโคบมิได้ตั้งใจให้บิดาทุกข์ แต่ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญและโดยเหตุประจวบจากการกระทำและถ้อยคำของพวกเขาขณะที่กำลังทำสิ่งอื่น ดู ริเบรา ว่าด้วยอาโมส 2:19

กฎเกณฑ์ที่ 21 ชาวฮีบรูมักใช้คำนามนามธรรมแทนคำนามรูปธรรม เช่น “สิ่งน่าสะอิดสะเอียน” แทนสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนหรือถูกสะอิดสะเอียน ดังอพยพ 8:28 ว่า “เราจะถวายสิ่งน่าสะอิดสะเอียนของชาวอียิปต์แด่พระเจ้าหรือ?” สดุดี 21:2 ว่า “ความปรารถนา (กล่าวคือสิ่งที่ปรารถนา) แห่งใจของเขา พระองค์ได้ประทานให้แก่เขาแล้ว” ดังนั้นพระเจ้าจึงถูกเรียกว่าความหวังของเรา กล่าวคือสิ่งที่เราหวัง และความอดทนและพระสิริรุ่งโรจน์ของเรา กล่าวคือพระองค์ผู้ที่เราทนทุกข์เพื่อ และพระองค์ผู้ที่เราภาคภูมิใจ

กฎเกณฑ์ที่ 22 ชาวฮีบรูใช้กริยาทั้งในกรรมกิริยาสำเร็จ ในกรรมกิริยาต่อเนื่อง และในกรรมกิริยาเริ่มต้น โดยที่ “กระทำ” อาจหมายถึงพยายาม ลงมือ หรือเริ่มกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงกล่าวว่าชาวฮีบรูออกจากอียิปต์ บางทีในเวลาเย็น ดังเฉลยธรรมบัญญัติ 16:6 บางทีในเวลากลางคืน ดังอพยพ 12:42 และที่อื่นในเวลาเช้า ดังกันดารวิถี 23:3 เพราะในเวลาเย็นพวกเขาถวายลูกแกะ ซึ่งเป็นสาเหตุและจุดเริ่มต้นของการออกเดินทาง ในเวลากลางคืน หลังจากบุตรหัวปีของชาวอียิปต์ถูกสังหาร พวกเขาได้รับอนุญาตจากฟาโรห์ หรือที่จริงเป็นคำสั่งให้ออกไป และเก็บข้าวของเริ่มออกเดินทาง แต่ในเวลาเช้าพวกเขาจึงออกเดินทางอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

กฎเกณฑ์ที่ 23 เมื่อชาวฮีบรูต้องการเน้นย้ำสิ่งใด หรือแสดงขั้นอุดมสิ่งที่พวกเขาขาดในภาษา พวกเขาจะใช้คำนามนามธรรมหรือคำนามรูปธรรมซ้ำกัน เช่น “ความศักดิ์สิทธิ์คือ” หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือ” กล่าวคือ “ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด” — ซึ่งปรากฏบ่อยในเลวีนิติ

กฎเกณฑ์ที่ 24 ในพระคัมภีร์ การสลับที่คำ (ฮิพาลลาเก) เกิดขึ้นบ่อย ดังอพยพ 12:11 ว่า “ท่านจะมีรองเท้าที่เท้าของท่าน” ซึ่งเมื่อกลับความก็คือ ท่านจะมีเท้าอยู่ในรองเท้า กล่าวคือสวมรองเท้าแล้ว เพราะรองเท้ามิได้อยู่ที่เท้า แต่เท้าอยู่ในรองเท้า อพยพ 3:2 ในภาษาฮีบรูว่า “พุ่มไม้ลุกไหม้อยู่ในไฟ” กล่าวคือ ไฟลุกไหม้อยู่ในพุ่มไม้ ผู้วินิจฉัย 1:8 ในภาษาฮีบรูว่า “พวกเขาโยนเมืองเข้าในไฟ” กล่าวคือ พวกเขาโยนไฟเข้าในเมือง 2 พงศ์กษัตริย์ 9:30 กล่าวถึงเยเซเบลในภาษาฮีบรูว่า “นางใส่ดวงตาลงในเครื่องสำอาง” กล่าวคือ นางใส่เครื่องสำอางที่ดวงตา นางแต่งตาด้วยเครื่องสำอาง สดุดี 77:6 ในภาษาฮีบรูว่า “พระองค์ทรงให้เราดื่มปริมาณหนึ่งในน้ำตา” กล่าวคือ น้ำตาในปริมาณมาก ดังรับบีดาวิดกล่าว สดุดี 19:5 ว่า “จากดวงอาทิตย์ พระองค์ทรงตั้งพลับพลาของพระองค์” กล่าวคือ พระองค์ทรงตั้งดวงอาทิตย์ไว้ในพลับพลาของพระองค์ หรือทรงตั้งพลับพลาสำหรับดวงอาทิตย์ไว้ในสวรรค์ ดังที่ภาษาฮีบรูมีอยู่ สดุดี 81:6 ว่า “พระองค์ทรงตั้งพยานไว้ในโยเซฟ” กล่าวคือ พระองค์ทรงตั้งโยเซฟให้เป็นพยาน ซึ่งแน่นอนว่าทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดีสำหรับท่านเพราะท่านรักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า ฉบับคัลเดียก็ว่าเช่นนั้น แม้จะมีความหมายอีกแบบหนึ่งที่แท้จริงกว่าของข้อความนี้ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในสดุดีบทที่ 81

กฎเกณฑ์ที่ 25 ชาวฮีบรูใช้คำนามในความหมายเชิงกรรตุ์บ้าง เชิงกรรม์บ้าง ดังนั้น “ความกลัว” จึงใช้ทั้งสำหรับความกลัวที่เรากลัวผู้ใด และสำหรับผู้ที่ถูกกลัว ดังในปฐมกาล 31:42 พระเจ้าถูกเรียกว่าความกลัวของอิสอัค กล่าวคือพระองค์ผู้ที่อิสอัคเกรงกลัว ผู้ที่อิสอัคยำเกรงและเคารพ ดังนั้น “ความอดทน” จึงมิได้หมายถึงเพียงคุณธรรมที่กระตุ้นเราให้ทนทุกข์อย่างกล้าหาญ แต่ยังหมายถึงความทุกข์ทรมานนั้นเอง และสิ่งร้ายที่เราอดทน หรือแม้แต่พระเจ้าเอง ผู้ที่เราทนทุกข์เพื่อพระองค์ ดังสดุดี 71:5 ว่า “พระองค์ทรงเป็นความอดทนของข้าพเจ้า ข้าแต่พระเจ้า” ในทำนองเดียวกัน “ความรัก” มิได้หมายถึงเพียงความรักที่เรารัก แต่ยังหมายถึงสิ่งที่ถูกรัก ดัง “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า ความรักของข้าพเจ้า และสรรพสิ่งของข้าพเจ้า”

กฎเกณฑ์ที่ 26 ในพระคัมภีร์ อุปลักษณ์ลดทอน (ลิโทตีส) ปรากฏบ่อย (ซึ่งควรเรียกว่าลิโทตีส กล่าวคือการกล่าวอย่างเบาบาง) หมายถึงการลดทอนที่เรื่องใหญ่ถูกแสดงด้วยถ้อยคำเบาบางและถูกย่อให้เล็กลง ดังเช่นในวิรจิล จอร์จิกส์เล่มที่ 3 ว่า “ใครเล่าจะไม่รู้จักยูริสเธอุสผู้โหดร้าย หรือแท่นบูชาของบิวไซริสที่ไม่ถูกสรรเสริญ?” “ไม่ถูกสรรเสริญ” กล่าวคือชั่วร้ายที่สุดและสมควรถูกประณามมากที่สุด เพราะบิวไซริสเคยสังหารและถวายแขกของตนเป็นเครื่องบูชา ดังนั้นใน 1 ซามูเอล 12:21 จึงกล่าวว่า “อย่าหันไปตามสิ่งว่างเปล่าที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่ท่าน” กล่าวคือ อย่าหันไปหารูปเคารพที่จะทำร้ายท่านอย่างมากและเป็นภัยแก่ท่าน 1 มัคคาบี 2:21 ว่า “ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเรา (กล่าวคือจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่เรา) ที่จะละทิ้งธรรมบัญญัติ” มีคาห์ 2:1 ว่า “วิบัติแก่ผู้ที่คิดสิ่งไร้ประโยชน์” กล่าวคือสิ่งที่เป็นภัย เลวีนิติ 10:1 ว่า “ถวายไฟต่างด้าวต่อพระพักตร์พระเจ้า ซึ่งมิได้ทรงบัญชาแก่พวกเขา” กล่าวคือซึ่งทรงห้ามพวกเขาไว้

กฎเกณฑ์ที่ 27 โมเสส นักบุญเคลเมนต์กล่าว (สโตรมาตา เล่มที่ 6) เนื่องจากได้รับการศึกษาในสรรพวิทยาของชาวอียิปต์ จึงใช้วิธีอักษรภาพของพวกเขาเป็นครั้งคราวในธรรมบัญญัติของท่าน และสืบทอดธรรมบัญญัตินั้นผ่านสัญลักษณ์และปริศนา ในทำนองเดียวกัน เอเลอาซาร์มหาปุโรหิต เมื่ออาริสเตอัส (ดังที่ท่านเองรับรองไว้ในบทความว่าด้วยผู้แปลเจ็ดสิบคน เล่มที่ 2 ของคลังวรรณกรรมบรรดาปิตาจารย์) ทูตของปโตเลมี ฟิลาเดลฟุส ถามว่าเหตุใดโมเสสจึงห้ามมิให้กินหรือถวายบูชาสัตว์บางชนิดที่ชาติอื่นใช้ ตอบว่า บทบัญญัติเหล่านี้ของโมเสสเป็นสัญลักษณ์และปริศนา เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ของไพทากอรัสและอักษรภาพของชาวอียิปต์ ยิ่งกว่านั้น ปริศนาของไพทากอรัส นักบุญเจอโรมกล่าว (ต่อต้านรูฟินุส เล่มที่ 3) มีดังนี้ “อย่าก้าวข้ามตาชั่ง” กล่าวคือ อย่าล่วงละเมิดความยุติธรรม “อย่าใช้ดาบคุ้ยไฟ” กล่าวคือ อย่ายั่วยุผู้โกรธด้วยถ้อยคำ “อย่าเด็ดมงกุฎ” กล่าวคือ อย่าแคะกฎหมายของบ้านเมือง แต่จงรักษาไว้ “อย่ากินหัวใจ” กล่าวคือ จงขจัดความเศร้าจากจิตใจ “อย่าเดินทางสาธารณะ” กล่าวคือ อย่าตามความผิดพลาดของคนหมู่มาก “อย่ารับนกนางแอ่นเข้าบ้าน” กล่าวคือ อย่าให้คนพูดมากเข้ามาในบ้าน “จงเพิ่มภาระแก่ผู้แบกอยู่ แต่อย่าแบ่งภาระกับผู้ที่วางลง” กล่าวคือ สำหรับผู้มุ่งมั่นสู่คุณธรรม พึงเพิ่มคำสอนให้มากขึ้น แต่ผู้ที่หนีความเพียรและมัวเมาในความเกียจคร้าน พึงปล่อยไว้ตามลำพัง

กฎเกณฑ์ที่ 28 ชาวฮีบรูรุ่นหลังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของนามเฉพาะ ของสัตว์ พืชสมุนไพร ต้นไม้ และอัญมณี แต่ต่างคนต่างเดาตามใจชอบ ดังนั้นในเรื่องนี้ กฎเกณฑ์ที่แน่นอนที่สุดคือการปฏิบัติตามนักปราชญ์ฮีบรูโบราณผู้เชี่ยวชาญที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใดคือผู้แปลของเรา (ผู้แปลฉบับวัลเกต) ซึ่งตามวินิจฉัยของพระศาสนจักรเป็นผู้แปลที่ดีที่สุดในบรรดาผู้แปลทั้งปวง

กฎเกณฑ์ที่ 29 ชื่อภาษาฮีบรูของสัตว์ ต้นไม้ และหินเป็นชื่อทั่วไปและใช้ร่วมกันได้หลายสิ่ง ดังนั้น saphan ในเลวีนิติ 11:5 หมายถึงตัวไฮแรกซ์ แต่ในสุภาษิต 30:26 หมายถึงกระต่ายป่า ส่วนในสดุดี 105:18 หมายถึงเม่น ดู ริเบรา ว่าด้วยเศคาริยาห์บทที่ 5 หมายเลข 21

กฎเกณฑ์ที่ 30 ชาวฮีบรูมักใช้กรรมกิริยา สมรรถนะ และความสามารถแทนวัตถุ และในทางกลับกัน โดยนามนัย ดังนั้นพวกเขาจึงเรียกสีว่า “ตา” หรือ “การมอง” เพราะสีเป็นวัตถุแห่งตาและการเห็น ดังในเลวีนิติ 13:10 กล่าวว่าโรคเรื้อนเปลี่ยน “การมอง” กล่าวคือลักษณะและสี ดังนั้นพระเจ้าจึงถูกเรียกว่าความกลัว ความรัก ความหวัง ความอดทน และพระสิริรุ่งโรจน์ของเรา เพราะพระองค์ทรงเป็นวัตถุแห่งความกลัว ความรัก ความหวัง ความอดทน และพระสิริรุ่งโรจน์ของเรา เพราะพระองค์คือผู้ที่เราเกรงกลัว รัก หวังใจ ผู้ที่เราทนทุกข์เพื่อพระองค์ และผู้ที่เราภาคภูมิใจ

กฎเกณฑ์ที่ 31 โมเสสในปัญจบรรพทำหน้าที่ ประการแรกในฐานะนักประวัติศาสตร์ ประการที่สองในฐานะผู้ตราบัญญัติ ประการที่สามในฐานะประกาศก ดังนั้นจึงต้องอธิบายท่าน ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ เชิงนิติศาสตร์ และเชิงพยากรณ์

กฎเกณฑ์ที่ 32 สันธาน “และ” ในภาษาฮีบรูมักเป็นคำอธิบาย กล่าวคือเป็นเครื่องหมายของการขยายความ มีความหมายว่า “กล่าวคือ” ดังในเลวีนิติ 3:3 ว่า “ผู้ซึ่งมือได้ถูกเติมเต็ม และ (กล่าวคือ) ถูกถวาย” เพราะการเติมน้ำมันในมือคือการถวายมือนั้นเพื่อตำแหน่งปุโรหิต ดังนั้นในโคโลสี 2:8 ว่า “จงระวังอย่าให้ผู้ใดหลอกลวงท่านด้วยปรัชญา และ (กล่าวคือ) การล่อลวงอันว่างเปล่า” เพราะอัครสาวกมิได้ประสงค์ประณามปรัชญาที่แท้จริง แต่เพียงปรัชญาที่หลอกลวงและตบตา ในทำนองเดียวกัน “และ” ถูกใช้ในมัทธิว 13:41 เยเรมีย์ 34:21 และที่อื่นๆ

กฎเกณฑ์ที่ 33 ชาวฮีบรูใช้รูปคำถามบ่อยครั้ง มิใช่ในเรื่องที่คลุมเครือแต่ในเรื่องที่ชัดเจน และมิใช่เพื่อตำหนิแต่เพื่อกระตุ้นและเสริมสร้างความสนใจของผู้ฟัง ดังนั้นในปฐมกาล 47:19 ชาวอียิปต์กล่าวแก่โยเซฟว่า “ทำไมเราจะต้องตายต่อหน้าท่าน?” ดังนั้นในอพยพ 4:2 พระเจ้าตรัสแก่โมเสสว่า “สิ่งที่เจ้าถืออยู่ในมือคืออะไร?” และในบทที่ 14 ข้อ 15 ว่า “เจ้าร้องหาเราทำไม?” ดังนั้นพระดำรัสของพระคริสตเจ้าต่อพระมารดาว่า “หญิงเอ๋ย ธุระอะไรของเราและของท่าน?” มิใช่คำตำหนิ แต่เป็นการทดสอบความหวังและเสริมสร้างความหวังนั้นให้แหลมคม

กฎเกณฑ์ที่ 34 บทบัญญัติทั้งปวงของปัญจบรรพ แม้แต่บทบัญญัติว่าด้วยการพิพากษา ล้วนเป็นกฎหมายของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงบัญญัติไว้ อย่างไรก็ตาม บางข้อดูเหมือนจะไม่ผูกมัดภายใต้บาปหนัก แต่เพียงภายใต้บาปเบา เนื่องจากเรื่องนั้นเล็กน้อย ดังเช่น “อย่าหว่านเมล็ดพันธุ์ต่างชนิดในไร่นาของเจ้า” (เลวีนิติ 19:19) และ “ถ้าเจ้าพบรัง จงเอาลูกนกไป แต่จงปล่อยแม่นกไป” (เฉลยธรรมบัญญัติ 22:6)

กฎเกณฑ์ที่ 35 พระคัมภีร์ โดยเฉพาะในคำพยากรณ์ เป็นครั้งคราวครอบคลุมทั้งแบบ (ตูปอส) และสิ่งที่แบบนั้นเล็งถึง (อันตีตูปอส) พร้อมกัน กล่าวคือสิ่งที่ถ้อยคำบ่งบอกอย่างตรงตัว และในขณะเดียวกันอรรถาธิบายเชิงเปรียบเทียบที่สิ่งนั้นเป็นตัวแทน แต่โดยที่บางสิ่งเหมาะกับแบบมากกว่า และบางสิ่งเหมาะกับสิ่งที่แบบนั้นเล็งถึงมากกว่า และเมื่อนั้นข้อความนั้นจึงมีความหมายตามตัวอักษรสองชั้น คือชั้นแรกเป็นเชิงประวัติศาสตร์ ชั้นที่สองเป็นเชิงพยากรณ์ เพราะแม้แต่คนหนุ่มที่ฉลาดก็มักล้อเล่นและหัวเราะเยาะเพื่อน โดยพูดเช่นว่า “เจ้ามีจมูกยาว” และขณะเดียวกันหมายความว่าเขาเฉลียวฉลาด ประหนึ่งว่า “เจ้ามีจมูกไวและจมูกใหญ่เท่าๆกัน” ซึ่งคำว่า “จมูก” ทั้งรักษาความหมายตรงตัวและรับเอาความหมายอีกแบบหนึ่งผ่านการเล่นคำอันแยบยลและอุปมา แล้วเหตุใดพระจิตเจ้าจะไม่สามารถครอบคลุมทั้งเครื่องหมายและสิ่งที่เครื่องหมายบ่งบอก ทั้งแบบและความจริง ในมโนคติและวจนะเดียว? ตัวอย่างอยู่ใน 2 ซามูเอล 7:12 ซึ่งตามตัวอักษรกล่าวถึงซาโลมอน แต่กล่าวบางสิ่งเกี่ยวกับท่านเป็นอติพจน์ ซึ่งตามตัวอักษรอย่างแท้จริงและสมบูรณ์เป็นของพระคริสตเจ้าเท่านั้น ดังนั้นในปฐมกาล 3:14 พระเจ้าตรัสกับงู และผ่านงูตรัสถึงมารที่ซ่อนอยู่ภายใน จึงตรัสบางสิ่งที่เป็นของงูโดยเฉพาะ เช่น “เจ้าจะเลื้อยด้วยอกของเจ้า และจะกินดินเป็นอาหาร” และบางสิ่งที่เป็นของมารโดยเฉพาะ เช่น “เราจะให้มีความเป็นศัตรูระหว่างเจ้ากับหญิงนั้น นางจะเหยียบศีรษะของเจ้า” ดังนั้นโมเสสในเฉลยธรรมบัญญัติ 18:18 โดยประกาศกที่ท่านสัญญาว่าจะมาภายหลัง หมายถึงทั้งประกาศกทั่วไปและโดยเฉพาะพระคริสตเจ้า ดังนั้นบาลาอัม เมื่อกล่าวว่าอิสราเอลจะทำลายล้างโมอับ เอโดม และบุตรของเสท (กันดารวิถี 24:17) โดยอิสราเอลหมายถึงทั้งดาวิดและพระคริสตเจ้า ดังนั้นอิสยาห์บทที่ 14:11 เป็นต้นไป บรรยายการล่มสลายของกษัตริย์บาบิโลนผ่านการล่มสลายของลูซิเฟอร์ จึงกล่าวบางสิ่งที่เป็นของลูซิเฟอร์โดยเฉพาะ และเป็นของเบลชัสซาร์เพียงโดยอุปมา กล่าวคือโดยอติพจน์หรือนิทานเปรียบเทียบ เช่น “เจ้าตกจากสวรรค์อย่างไรหนอ โอ ลูซิเฟอร์! ความเย่อหยิ่งของเจ้าถูกลากลงสู่นรก เจ้าที่กล่าวว่า ข้าจะขึ้นไปยังสวรรค์ ข้าจะยกบัลลังก์ของข้าให้สูงเหนือดวงดาวของพระเจ้า ข้าจะเป็นเสมือนพระผู้สูงสุด” แต่กล่าวสิ่งอื่นที่เป็นของเบลชัสซาร์โดยเฉพาะ เช่น “ร่างของเจ้าล้มลงแล้ว ตัวหนอนจะถูกปูรองข้างใต้เจ้า และหนอนจะเป็นเครื่องคลุมของเจ้า” ในทำนองเดียวกัน เอเสเคียลบทที่ 28 ข้อ 2 และ 14 บรรยายความมั่งคั่งและการล่มสลายของกษัตริย์เมืองไทร์ตามแบบความมั่งคั่งและการล่มสลายของเครูบองค์หนึ่ง เพราะจิตใจของประกาศกถูกฉุดไปด้วยแสงสว่างแห่งการพยากรณ์อันสูงส่งที่สุด ซึ่งในนั้นสรรพสิ่งอยู่ใกล้ชิดและเชื่อมโยงกัน และสิ่งหนึ่งดูเหมือนเป็นภาพแทนของอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้นบรรดาประกาศกจึงมักกระโดดจากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง ทั้งด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว และเพื่อความงดงามที่เปรียบและเทียบสิ่งคล้ายกันกับสิ่งคล้ายกัน

กฎเกณฑ์ที่ 36 ว่าพระคัมภีร์สามารถมีความหมายตามตัวอักษรหลายแบบได้ — มิใช่เพียงแบบตูปอสและแบบที่อยู่ภายใต้ตูปอสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแบบที่ไม่เหมือนกันและแตกต่างกันด้วย — นักบุญออกัสตินสอนไว้ในสารภาพบาปเล่มที่ 12 บทที่ 18, 25, 26, 31 และ 32 ซึ่งนักบุญโทมัสอ้างอิงและปฏิบัติตาม (สรุปเทววิทยา ภาค 1 ปัญหาที่ 1 ข้อ 10 ในส่วนเนื้อหา) และเรื่องนี้รวบรวมได้จากสภาสังคายนาลาเตรัน บท Firmiter ว่าด้วยพระตรีเอกภาพสูงสุด ซึ่งสภาสังคายนาจากข้อความในปฐมกาล 1 ว่า “ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน” ตามความหมายตามตัวอักษรสองแบบ สรุปความจริงสองประการ กล่าวคือ โลกมีจุดเริ่มต้น ประหนึ่ง “ในปฐมกาล” หมายถึงจุดเริ่มต้นของกาลเวลา และไม่มีสิ่งใดถูกสร้างก่อนโลก ประหนึ่ง “ในปฐมกาล” หมายเท่ากับ “ก่อนสรรพสิ่ง” ดังนั้นข้อความในสดุดี 2:7 ว่า “วันนี้เราได้ให้กำเนิดเจ้า” บรรดาปิตาจารย์อธิบายทั้งเกี่ยวกับการบังเกิดเป็นมนุษย์และการบังเกิดในพระเทวภาพของพระคริสตเจ้า ดังนั้นฉบับเซปตัวจินต์จึงให้ความหมายตามตัวอักษรที่แตกต่างจากฉบับของเราเป็นบางครั้ง และในสมัยก่อนมีฉบับแปลอื่นอีกมากที่แตกต่างจากกันและกัน ดังนั้นในความหมายหนึ่งไคอาฟาส ในอีกความหมายหนึ่งพระจิตเจ้าผ่านปากของเขา กล่าวว่า “เป็นการสมควรสำหรับท่านที่มนุษย์คนหนึ่งจะตายเพื่อประชาชน” (ยอห์น 11:50) และถึงกระนั้นนักบุญยอห์นก็เล่าและบ่งบอกด้วยถ้อยคำเหล่านี้ถึงความหมายและเจตนาของทั้งสอง กล่าวคือทั้งของไคอาฟาสและของพระจิตเจ้า แต่ในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับในกรณีอื่นๆส่วนมาก ความหมายหนึ่งเชื่อมโยงกับอีกความหมายหนึ่งและอยู่ภายใต้อีกความหมายหนึ่ง

กฎเกณฑ์ที่ 37 ในหมู่ชาวฮีบรู โดยเฉพาะบรรดาประกาศก การสลับ (เอนัลลาเก) และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ่อย — ทั้งของบุรุษ โดยเปลี่ยนจากบุรุษที่หนึ่งหรือที่สองไปเป็นบุรุษที่สาม ดังในเฉลยธรรมบัญญัติ 33:7 ทั้งของกาล โดยใช้อดีตกาลแทนอนาคตกาล เนื่องจากความแน่นอนของอนาคต ดังในเฉลยธรรมบัญญัติ 32:15, 16, 17, 18, 21, 22 เป็นต้น ทั้งของจำนวน โดยเปลี่ยนจากเอกพจน์เป็นพหูพจน์และในทางกลับกัน ดังในเฉลยธรรมบัญญัติ 32:45 และ 16 ทั้งของเพศ โดยเปลี่ยนจากเพศหญิงเป็นเพศชายและในทางกลับกัน ดังในปฐมกาล 3:15

กฎเกณฑ์ที่ 38 ทิศทางหรือภูมิภาคของโลก เช่น ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ และทิศเหนือ ในพระคัมภีร์ต้องเข้าใจตามตำแหน่งของแผ่นดินยูเดีย กรุงเยรูซาเล็ม และพระวิหาร เพราะโมเสสและนักเขียนศักดิ์สิทธิ์ท่านอื่นๆเขียนสำหรับชาวยิว และแผ่นดินยูเดียตั้งอยู่ประหนึ่งกลางโลกที่มีผู้อยู่อาศัยและเพาะปลูก เป็นแผ่นดินและสมบัติพิเศษของพระเจ้า

กฎเกณฑ์ที่ 39 สิ่งเดียวอาจเป็นภาพแทนของสองสิ่ง แม้แต่สิ่งที่ตรงกันข้าม แต่ในแง่มุมที่ต่างกัน ดังนั้นน้ำท่วมโลก ในแง่ที่โนอาห์รอดพ้นผ่านเรือ เป็นแบบของศีลล้างบาปสำหรับผู้มีความเชื่อ แต่ในแง่ที่คนชั่วถูกจมน้ำ เป็นแบบของการลงโทษที่จะเกิดแก่ผู้ถูกปฏิเสธในการพิพากษาครั้งสุดท้าย ดังนั้นพระคริสตเจ้าทรงเป็นศิลาและหินมุมของพระศาสนจักร แต่สำหรับผู้ศรัทธาพระองค์ทรงเป็นศิลาแห่งความรอด ในขณะที่สำหรับผู้ไม่เชื่อและคนชั่ว พระองค์ทรงเป็นหินแห่งการสะดุดและศิลาแห่งความขัดเคือง ดังนั้นพระคริสตเจ้าจึงถูกเรียกว่าราชสีห์เพราะพระพลานุภาพ แต่มารถูกเรียกว่าราชสีห์เพราะความโหดร้ายและความตะกละ นักบุญออกัสติน (จดหมายที่ 99 ถึงเอโวดิอุส) และนักบุญบาซิล (ว่าด้วยอิสยาห์บทที่ 2) สืบทอดกฎเกณฑ์นี้ไว้

กฎเกณฑ์ที่ 40 ในความหมายตามตัวอักษร ประโยคทั้งหมดและถ้อยคำทั้งหมดต้องถูกอธิบายและประยุกต์ใช้กับสิ่งที่ถูกบ่งบอก แต่ในความหมายเชิงเปรียบเทียบนั้นไม่จำเป็นเช่นนั้น ที่จริง นักบุญเจอโรม นักบุญเกรกอรี โอริเกน และนักปราชญ์ท่านอื่นๆมักต้องการให้อุปมาเป็นอิสระ และในการอธิบายอุปมานั้นไม่ยึดตามความเข้มงวดของประวัติศาสตร์ ตัวอย่างคือการผิดประเวณีของดาวิด ซึ่งนักบุญออกัสติน นักบุญแอมโบรส และนักปราชญ์ท่านอื่นๆสอนว่าเป็นแบบของความรักของพระคริสตเจ้าที่มีต่อพระศาสนจักรของชนต่างชาติ ซึ่งก่อนหน้านั้นอยู่กับรูปเคารพดุจหญิงผิดประเวณี แต่อุปมาที่เหมาะสมและมั่นคงควรสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ และยิ่งสอดคล้องอย่างเหมาะสมเท่าใดก็ยิ่งเหมาะสมเท่านั้น ที่จริง มิฉะนั้นจะไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์ แต่เป็นเพียงความหมายที่ปรับใช้ เพราะความหมายตามตัวอักษรคือสิ่งที่ถ้อยคำบ่งบอกเป็นอันดับแรก ดังนั้นความหมายเชิงเปรียบเทียบคือสิ่งที่สิ่งต่างๆซึ่งถูกบ่งบอกโดยความหมายตามตัวอักษรนั้นชี้ไปถึงและบ่งบอก นักบุญเจอโรมสอนเช่นนี้ในอรรถาธิบายโฮเชยาบทที่ 5 ซึ่งท่านถอนคำที่เคยกล่าวไว้ตรงกันข้ามในที่อื่น

กฎเกณฑ์ที่ 41 ในโมเสสและพระคัมภีร์ เฮนดิอาดีสมิใช่สิ่งที่พบได้ยาก — เป็นอลังการที่สิ่งเดียวถูกแบ่งออกเป็นสอง จึงเรียกอย่างถูกต้องกว่าว่า hen dia dyoin กล่าวคือหนึ่งผ่านสอง ดังในวิรจิล เอเนอิดเล่มที่ 1 ว่า “เขาวางมวลก้อนและภูเขาสูงทับพวกเขา” กล่าวคือเขาวางมวลก้อนของภูเขาสูง และที่อื่นว่า “มันกัดทองและบังเหียน” กล่าวคือมันกัดบังเหียนทอง และที่อื่นว่า “เราเทรินด้วยจอกและทอง” กล่าวคือด้วยจอกทอง เช่นเดียวกับปฐมกาล 1:14 ว่า “ให้ (ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์) เป็นเครื่องหมาย และฤดูกาล และวัน และปี” กล่าวคือให้เป็นเครื่องหมายของฤดูกาล วัน และปี เช่นเดียวกับโคโลสี 2:8 ว่า “จงระวังอย่าให้ผู้ใดหลอกลวงท่านด้วยปรัชญาและการล่อลวงอันว่างเปล่า” กล่าวคือด้วยปรัชญาของการล่อลวงอันว่างเปล่า หรือปรัชญาที่เป็นการล่อลวงอันว่างเปล่า ประหนึ่งว่า ข้าพเจ้าไม่ประณามปรัชญาทั้งหมด แต่เพียงปรัชญาที่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการล่อลวงอันว่างเปล่า เพราะคำว่า “และ” ในที่นั้นและที่อื่นต้องอธิบายว่าหมายถึง “กล่าวคือ”

กฎเกณฑ์ที่ 42 โมเสสและบรรดาประกาศกท่านอื่นๆมักบ่งบอกการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้าด้วยนามคู่ และมักจะเป็นนามที่จับคู่กัน — กล่าวคือการสังหารและความรอด การแก้แค้นและการไถ่กู้ พระพิโรธและสันติ โลหิตและความปลอดภัย ค่าไถ่และชัยชนะ ดังนั้น ประการที่สอง บรรดาประกาศกไม่แยกแยะระหว่างศัตรูและพลเมือง นำเสนอพระคริสตเจ้าผู้เสด็จมาไถ่กู้มนุษยชาติประหนึ่งแม่ทัพผู้สวมเกราะ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยพระพิโรธของพระเจ้าบุกเข้าใส่มนุษย์ และพลิกคว่ำ เหยียบย่ำ และสังหารทุกคนที่พบ ดังที่บาลาอัมขับร้องในกันดารวิถี 24:17 เกี่ยวกับพระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ว่า “พระองค์จะโจมตีผู้นำของโมอับ และจะทำลายล้างบุตรทั้งหมดของเสท” กล่าวคือมนุษย์ทั้งปวง เพราะพวกเขาสืบเชื้อสายจากอาดัมผ่านเสท และผู้ประพันธ์สดุดีในสดุดี 110:6 ว่า “พระองค์จะทรงพิพากษาท่ามกลางนานาชาติ จะทรงเติมซากศพให้เต็ม จะทรงขยี้ศีรษะในแผ่นดินอันกว้างใหญ่ พระองค์จะทรงดื่มจากลำธารริมทาง” และอิสยาห์ในบทที่ 61 บรรยายการปลอบโยนและการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้า แต่ในบทที่ 63 บรรยายการแก้แค้นของพระองค์ว่า “เราเหยียบย่ำพวกเขาในพระพิโรธของเรา และเรามอมเมาพวกเขาในพระอาฆาตของเรา และเราลากกำลังของพวกเขาลงสู่แผ่นดิน เพราะวันแก้แค้นอยู่ในใจของเรา” และทันใดนั้นพระองค์เสริมว่า “ในความรักและพระเมตตาของพระองค์ พระองค์เองได้ไถ่กู้พวกเขา” ฯลฯ

สาเหตุของเรื่องนี้และสำนวนนี้มีสองประการ ประการแรก เพราะการปลดปล่อยทางโลกทั้งสองครั้ง ซึ่งเป็นแบบนำหน้าการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณของมนุษยชาติ — กล่าวคือการปลดปล่อยจากอียิปต์และจากบาบิโลน (เพราะข้อความเหล่านี้พาดพิงถึงเหตุการณ์ทั้งสอง) — ไม่สำเร็จลุล่วงโดยปราศจากโลหิตและการสังหารศัตรู กล่าวคือชาวอียิปต์ในทะเลแดง และชาวเคลเดียผ่านไซรัส ประการที่สอง เพราะในการแก้แค้นและการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้านี้ บุคคลเดียวกันเป็นทั้งศัตรูและมิตร ทั้งถูกพิชิตและถูกปลดปล่อย ทั้งถูกสังหารและถูกไถ่กู้ — แต่แตกต่างกันในอุปนิสัย จริยธรรม และความรู้สึก เพราะผู้ที่ก่อนหน้านั้นเป็นผู้ไม่เชื่อและชั่วร้าย ผ่านพระคริสตเจ้ากลายเป็นผู้เชื่อและศรัทธา พระคริสตเจ้าจึงทรงสังหารนานาชาติและมนุษย์ และทรงฟื้นคนอื่น — ที่จริงเป็นคนเดียวกัน เพราะเช่นพระองค์ทรงสังหารเปโตรผู้บูชารูปเคารพ ผู้ดื่มสุรา ผู้ผิดประเวณี และทรงฟื้นคนเดียวกันนั้น ทรงทำให้เป็นเปโตรผู้นมัสการพระเจ้า ผู้สมถะ ผู้บริสุทธิ์ เป็นต้น

พึงสังเกต คนบาปเป็นตัวแทนของบุคลิกสองแบบ และดำรงอยู่ประหนึ่งในธรรมชาติสองประการ — กล่าวคือธรรมชาติของมนุษย์และของมาร หรือของกิเลสและบาป ธรรมชาติแรกเป็นทหาร ธรรมชาติหลังเป็นศัตรูของพระคริสตเจ้า ธรรมชาติแรกต้องถูกปลดปล่อย ธรรมชาติหลังต้องถูกพิชิต สำหรับธรรมชาติแรกเป็นปีแห่งการอภัย สำหรับธรรมชาติหลังเป็นวันแห่งการแก้แค้น ธรรมชาติแรกเปรียบได้กับชาวอิสราเอลผู้ถูกไถ่ ธรรมชาติหลังเปรียบได้กับชาวอียิปต์และชาวบาบิโลนผู้ถูกสังหาร ดังนั้นพระพิโรธของพระคริสตเจ้าจึงต่อสู้กับมารและพรรคพวกของมัน กล่าวคือกิเลสทั้งหลาย และขับไล่สิ่งเหล่านั้นออกจากมนุษย์ เพื่อสถาปนาพระอาณาจักรของพระเจ้าในมนุษย์ และคืนมนุษย์ให้แก่ตนเองและแก่พระเจ้า


ลำดับเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์

เนื่องจากปัญจบรรพประกอบด้วยพงศาวดารของโลก จึงเห็นสมควรที่จะนำเสนอลำดับเวลาโดยย่อและน่าเชื่อถือไว้ ณ ที่นี้ อันเป็นประโยชน์และน่าพึงใจแก่ผู้อ่าน ซึ่งในนั้นประดุจภาพรวมที่สามารถมองเห็นอายุและกาลเวลาของบุคคลแต่ละคนหรือเหตุการณ์สำคัญในพระคัมภีร์ รวมถึงระยะห่างระหว่างกันและกันได้ในคราวเดียว ข้าพเจ้าได้รับลำดับเวลานี้จากคุณพ่อเฮนริคุส ซาเมริอุส ผู้ล่วงลับ ผู้ซึ่งได้จัดทำขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็ยังมิได้ปราศจากข้อผิดพลาด ซึ่งข้าพเจ้าได้ตรวจสอบแก้ไขอย่างขยันขันแข็ง ท่านเองได้ละเว้นคาอีนัน ส่วนซาอูลนั้นท่านให้เวลา 40 ปีหลังจากซามูเอลเพียงผู้เดียว ดังที่ระบุไว้ในกิจการอัครสาวก 13:21 และ 70 ปีแห่งการถูกจองจำหรือเป็นทาส ซึ่งเยเรมีย์ได้ทำนายไว้ในบทที่ 25:12 และบทที่ 29:10 นั้น ท่านน่าจะเริ่มนับจากการเนรเทศและการจองจำของเยโคนิยาห์หรือเยโฮยาคิน ผู้เป็นบุตรของเยโฮยาคิมและเป็นหลานของเศเดคียาห์ — เรื่องเหล่านี้และเรื่องอื่นๆ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงโดยละเอียดยิ่งขึ้นในที่อันเหมาะสม และจะพิจารณาตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้น ตัวเลขปีที่เขียนไว้ในตารางนี้ในแถวตั้งชุดแรกและระบุไว้ในช่องที่ต่อเนื่องกัน หมายถึงปีของโลกที่เพิ่มขึ้นตามลำดับจนถึงพระคริสตเจ้า ส่วนตัวเลขปีที่ระบุไว้ในแถวนอนและช่องต่างๆ หมายถึงระยะห่างระหว่างเหตุการณ์เหล่านั้น หากนำตัวเลขที่อยู่ในแถวตั้งมารวมกันเพื่อให้บรรจบกันในช่องเดียวกัน — ตัวอย่างเช่น ช่องแถวนอนที่สองที่บรรจบกับช่องที่สี่ในแถวตั้ง หมายความว่าจากน้ำท่วมโลกถึงอับราฮัมนั้นผ่านไป 292 ปี

หมายเหตุที่หนึ่ง: เหตุการณ์เดียวกันบางครั้งถูกบันทึกไว้เร็วกว่าหนึ่งปี บางครั้งช้ากว่าหนึ่งปี ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ชาวฮีบรูออกจากอียิปต์จนถึงพระวิหารของซาโลมอน บางครั้งนับได้ 479 ปี คือปีที่ครบถ้วนแล้ว บางครั้งนับได้ 480 ปี คือปีที่เริ่มต้น — เพราะปีที่ 480 ได้เริ่มต้นแล้วเมื่อการก่อสร้างพระวิหารเริ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหลักทั่วไปของนักจัดลำดับเวลาว่า หนึ่งปีในลำดับเวลาไม่ทำให้เกิดความแตกต่างในการคำนวณกาลเวลา จึงไม่ควรถือว่ามีนัยสำคัญ

หมายเหตุที่สอง: เช่นเดียวกับที่ชาวยิวและคริสตชนเริ่มลำดับเวลาจากอาดัม หรือจากน้ำท่วมโลก หรือจากอับราฮัม หรือจากการที่ชาวฮีบรูออกจากอียิปต์ ชาวต่างศาสนาก็คำนวณกาลเวลาของตนเช่นกัน ประการแรก จากนินุสและเซมิรามิส ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิแรกของชาวอัสซีเรีย ซึ่งในสมัยนั้นอับราฮัมมีชีวิตอยู่ ประการที่สอง จากน้ำท่วมของโอจีจีสและรัชสมัยของอินาคุสและโฟโรนีอุสในฐานะกษัตริย์ ซึ่งตรงกับสมัยของยาโคบปิตุลาธิปไตย ประการที่สาม จากสงครามและการทำลายกรุงทรอย ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของแซมซั่นและมหาปุโรหิตเอลี ประการที่สี่ จากจุดเริ่มต้นของกีฬาโอลิมปิก ซึ่งเริ่มขึ้นใกล้ปลายรัชสมัยของอุสซียาห์ กษัตริย์แห่งยูดาห์ ประการที่ห้า จากการสถาปนากรุงโรม ซึ่งเกิดขึ้นใกล้ปลายรัชสมัยของโยธาม กษัตริย์แห่งยูดาห์


ภาพรวมลำดับเวลาของโลกพันธสัญญาเดิมจนถึงพระคริสตเจ้า

ข้อมูลลำดับเวลาต่อไปนี้เปรียบเทียบเหตุการณ์สำคัญในพระคัมภีร์กับระบบการนับเวลาหลายระบบ แต่ละรายการระบุเหตุการณ์และจำนวนปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลก

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงโนอาห์: 1056

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงน้ำท่วมโลก (สิ้นสุดน้ำท่วม): 1657

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงอับราฮัม: 2024

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงพระสัญญาที่ทรงให้แก่อับราฮัม: 2084

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการที่ยาโคบเข้าสู่อียิปต์: 2299

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการสิ้นชีวิตของโยเซฟ: 2370

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการเป็นทาสในอียิปต์ด้วยดินเหนียวและฟาง: 2431

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการออกจากอียิปต์ของชาวอิสราเอล: 2531

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญาและยุคผู้วินิจฉัย: 2571

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงพระวิหารของซาโลมอน: 3011

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงยุคกษัตริย์: 3046

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงกีฬาโอลิมปิก: 3228

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการสถาปนากรุงโรม: 3250

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการจองจำ 10 เผ่าภายใต้ชัลมาเนเซอร์: 3283

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการเนรเทศเยโคนิยาห์หรือเยโฮยาคิน: 3405

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการถูกจองจำในบาบิโลนและการทำลายกรุงเยรูซาเล็มโดยเนบูคัดเนสซาร์: 3416

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงอิสรภาพภายใต้ไซรัส: 3486

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงสัปดาห์ของดาเนียล: 3486

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงศักราชกรีกหรือเซลูซิด: 3694

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการที่ยูเดียตกอยู่ภายใต้โรมันโดยปอมเปย์: 3888

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการประสูติของพระคริสตเจ้า: 3950

ปีที่หนึ่งของพระคริสตเจ้า: 3951

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการรับพิธีล้างของพระผู้ไถ่: 3981

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงพระทรมานของพระผู้ไถ่: 3984

ปีนับจากจุดเริ่มต้นของโลกถึงการสิ้นสุดสัปดาห์ของดาเนียล: 3984

นับจากการถูกจองจำในบาบิโลนจนถึงศักราชกรีกหรือเซลูซิด ซึ่งหนังสือมัคคาบีใช้คำนวณและบันทึกประวัติศาสตร์ของตน และซึ่งเริ่มต้นหลังการสิ้นพระชนม์ของอเล็กซานเดอร์มหาราชในปีที่สิบสอง เมื่อเซลูคัสสถาปนาตนเป็นกษัตริย์ ผ่านไป 278 ปี

และเพื่อให้ท่านมีบทสรุปของสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ จงจดจำไว้ว่า จากอาดัมจนถึงน้ำท่วมโลก ผ่านไป 1656 ปี ดังที่รวบรวมได้จากปฐมกาล 5 และ 7 จนถึงสิ้นสุดน้ำท่วมโลกนั้น ผ่านไป 1657 ปี เพราะน้ำท่วมโลกกินเวลาหนึ่งปีเต็ม ปฐมกาล 7 และ 8

ดังนั้น พระคริสตเจ้าจึงทรงประสูติในปีที่ 3950 ของโลก


ลำดับเวลาของพระคัมภีร์

การสืบค้นของนักวิชาการสมัยใหม่ในการศึกษาหนังสือและอนุสรณ์สถานของคนโบราณนั้น จนถึงบัดนี้ยังมิได้ปลดปล่อยเรื่องลำดับเวลาจากความสับสนและปมปัญหาทั้งปวง ตรงกันข้าม กลับทำให้เรื่องนี้ยุ่งเหยิงและยากลำบากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นว่าเพียงพอแล้วสำหรับจุดประสงค์ของเราที่จะชี้แนะผู้อ่านถึงผลงานอันยอดเยี่ยมประเภทนี้ชื่อ Fasti Hellenici โดยคลินตัน รวมถึงการนำเสนอตารางโดยย่อที่คัดมาจากผลงานของ ดร. เซปป์ ซึ่งเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส La Vie de N.-S. Jésus-Christ เล่ม 2 หน้า 454

ลำดับวงศ์ปิตุลาธิปไตย

อาดัม อายุ 130 ปี ให้กำเนิดเสท ปีของโลก: 130 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 4061

เสท อายุ 105 ปี ให้กำเนิดเอโนส ปีของโลก: 235 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 3956

เอโนส อายุ 90 ปี ให้กำเนิดคาอีนัน ปีของโลก: 325 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 3866

คาอีนัน อายุ 70 ปี ให้กำเนิดมาลาเลเอล ปีของโลก: 395 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 3796

มาลาเลเอล อายุ 65 ปี ให้กำเนิดยาเรด ปีของโลก: 460 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 3731

ยาเรด อายุ 162 ปี ให้กำเนิดเอโนค ปีของโลก: 622 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 3569

เอโนค อายุ 65 ปี ให้กำเนิดเมธูเซลาห์ ปีของโลก: 687 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 3504

เมธูเซลาห์ อายุ 187 ปี ให้กำเนิดลาเมค ปีของโลก: 874 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 3317

ลาเมค อายุ 182 ปี ให้กำเนิดโนอาห์ ปีของโลก: 1056 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 3135

โนอาห์ อายุ 500 ปี ให้กำเนิดเชม คาม และยาเฟท ปีของโลก: 1556 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2635

เมธูเซลาห์สิ้นชีวิตเมื่ออายุ 969 ปี น้ำท่วมโลกเสร็จสิ้นในปียูบิลีที่ 34 หลังการสร้างโลก (จำนวนปีเท่ากับที่พระคริสตเจ้าทรงดำรงพระชนม์บนแผ่นดินโลก) โดยโนอาห์อยู่ในปีที่ 600 ของชีวิต น้ำท่วมโลกยุติลง ปีของโลก: 1657 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2534

สองปีต่อมา เชม อายุ 100 ปี ให้กำเนิดอาร์ฟัคชาด ปีของโลก: 1659 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2532

อาร์ฟัคชาด อายุ 35 ปี ให้กำเนิดเชลาห์ ปีของโลก: 1694 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2497

เชลาห์ อายุ 30 ปี ให้กำเนิดเอเบอร์ ปีของโลก: 1724 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2467

เอเบอร์ อายุ 34 ปี ให้กำเนิดเปเลก ปีของโลก: 1758 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2433

เปเลก อายุ 30 ปี ให้กำเนิดเรอู ปีของโลก: 1788 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2403

เรอู อายุ 32 ปี ให้กำเนิดเสรุก ปีของโลก: 1820 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2371

เสรุก อายุ 30 ปี ให้กำเนิดนาโฮร์ ปีของโลก: 1850 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2341

นาโฮร์ อายุ 29 ปี ให้กำเนิดเทราห์ ปีของโลก: 1879 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2312

เทราห์ อายุ 70 ปี ให้กำเนิดอับราม นาโฮร์ และฮาราน ปีของโลก: 1949 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2242

อับราม อายุ 75 ปี เข้าสู่แผ่นดินคานาอัน ปีของโลก: 2084 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2107

อับราฮัม อายุ 86 ปี ให้กำเนิดอิชมาเอล ปีของโลก: 2095 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2096

อับราฮัม อายุ 100 ปี ให้กำเนิดอิสอัค ปีของโลก: 2109 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2082

อิสอัค อายุ 40 ปี สมรสกับเรเบคาห์ ปีของโลก: 2149 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2042

อิสอัค อายุ 60 ปี ให้กำเนิดเอซาวและยาโคบ ปีของโลก: 2169 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2022

อับราฮัม อายุ 175 ปี สิ้นชีวิต ปีของโลก: 2184 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 2007

เอซาวเมื่ออายุสี่สิบปีสมรสกับบุตรสาวของเบเออรีชาวฮิตไทต์ ปีของโลก: 2209 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1982

ยาโคบ อายุ 77 ปี หลบหนีไปเมโสโปเตเมีย ปีของโลก: 2246 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1945

ยาโคบ อายุ 91 ปี ให้กำเนิดโยเซฟ ปีของโลก: 2260 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1931

ยาโคบ อายุ 97 ปี กลับสู่แผ่นดินคานาอัน ปีของโลก: 2266 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1925

โยเซฟ อายุ 16 ปี ถูกพี่น้องขายไป ปีของโลก: 2276 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1915

อิสอัค อายุ 180 ปี สิ้นชีวิต ปีของโลก: 2289 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1902

ยาโคบ อายุ 130 ปี เข้าสู่อียิปต์ ในปีที่ 24 หลังจากโยเซฟมาถึง และ 215 ปีหลังจากอับราฮัมอพยพ ปีของโลก: 2299 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1892

ยาโคบสิ้นชีวิต อายุ 147 ปี ปีของโลก: 2316 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1875

โยเซฟสิ้นชีวิต อายุ 110 ปี ปีของโลก: 2370 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1821

ชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ในปีที่ 430 ของการถูกจองจำ ปีของโลก: 2700 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1491

กษัตริย์แห่งยูดาห์

นับได้ 480 ปีจากการถูกจองจำในอียิปต์จนถึงการสร้างพระวิหาร ในปีที่ 4 แห่งรัชสมัยของซาโลมอน ปีของโลก: 3011 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1180

จากจุดนี้ถึงการสร้างพระวิหารของเฮโรด ผ่านไป 1000 ปี ยิ่งกว่านั้น ซาโลมอนครองราชย์อีก 36 ปีหลังจากสร้างพระวิหาร ปีของโลก: 3046 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1145

เรโหโบอัมครองราชย์ 17 ปี ปีของโลก: 3082 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1109

อาบียาห์ครองราชย์ 3 ปี ปีของโลก: 3085 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1106

อาสาครองราชย์ 41 ปี ปีของโลก: 3126 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1065

เยโฮชาฟัทครองราชย์ 25 ปี ปีของโลก: 3151 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1040

เยโฮรัมครองราชย์ 8 ปี ปีของโลก: 3159 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1032

อาหะสิยาห์ครองราชย์ 1 ปี ปีของโลก: 3160 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1031

อาธาลิยาห์ครองราชย์ 6 ปี ปีของโลก: 3166 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 1025

โยอาชครองราชย์ 40 ปี ปีของโลก: 3206 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 985

อามาซิยาห์ครองราชย์ 29 ปี ปีของโลก: 3235 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 956

อุสซียาห์ครองราชย์ 52 ปี ปีของโลก: 3287 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 904

โยธามครองราชย์ 16 ปี ปีของโลก: 3303 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 888

อาหัสครองราชย์ 16 ปี ปีของโลก: 3319 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 872

เฮเซคียาห์ครองราชย์ 29 ปี ปีของโลก: 3348 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 843

มนัสเสห์ครองราชย์ 55 ปี ปีของโลก: 3403 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 788

อาโมนครองราชย์ 2 ปี ปีของโลก: 3405 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 786

โยสิยาห์ครองราชย์ 31 ปี ปีของโลก: 3436 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 755

เยโฮอาหาสครองราชย์ 3 เดือน ปีของโลก: 3436 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 755

เยโฮยาคิมครองราชย์ 11 ปี ปีของโลก: 3447 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 744

เยโฮยาคินครองราชย์ 3 เดือน ปีของโลก: 3447 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 744

เศเดคียาห์ครองราชย์ 11 ปี ก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกเนบูคัดเนสซาร์โจมตี การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้น 430 ปีหลังจากสร้างพระวิหารของซาโลมอน 580 ปีก่อนการประสูติของพระคริสตเจ้า หรือ 166 ปีหลังจากการสถาปนากรุงโรม ปีของโลก: 3611 ปีก่อนพระคริสตเจ้า: 580

เพราะเยโฮยาคินเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลา 37 ปี จนถึงรัชสมัยของเอวิลเมโรดัค (2 พงศ์กษัตริย์ 25) จากนั้นจนถึงการยึดบาบิโลนโดยไซรัส ผ่านไป 23 ปีตามบัญชีของปโตเลมี แล้ว 233 ปีจนถึงปโตเลมี ลากุส จากนั้น 275 ปีจนถึงการยึดอะเล็กซานเดรียโดยออกัสตัส (ปี 724 แห่งกรุงโรม) บัดนี้หากท่านลบ 166 ปีจาก 747 (เมื่อกรุงโรมถูกสถาปนา) ท่านจะได้ 581 หรือปีของโลก 4191

ดังนั้น นับจากการสร้างโลกจนถึงการประสูติของพระคริสตเจ้า ผ่านไป 4191 ปีสุริยคติ แต่ 4320 ปีจันทรคติ และ 5625 ปีปุโรหิต

เทียบ เด วินโยล, ลำดับเวลาของประวัติศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์